ผู้ผลิตหน่วยความจำ DRAM รายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายในสหรัฐฯ
Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ถูกกลุ่มผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่าทั้งสามบริษัท ร่วมกันกำหนดราคา (Price Fixing) และ จงใจจำกัดอุปทานของหน่วยความจำ เพื่อผลักดันราคาให้สูงขึ้น
คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในช่วงเวลาที่ตลาดยังเผชิญทั้ง มูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง และ ภาวะอุปทานตึงตัว ของชิปหน่วยความจำ
ตามคำฟ้อง ผู้ผลิตทั้งสามถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันจำกัดอุปทานของหน่วยความจำ DRAM แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะ DDR3 และ DDR4 ขณะเดียวกันก็ทยอย โยกกำลังการผลิตไปยังหน่วยความจำ HBM (High Bandwidth Memory) มากขึ้น
ฝ่ายโจทก์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ หน่วยความจำในตลาดขาดแคลน และทำให้ ราคาชิปหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเหล่านี้.
Samsung, SK Hynix และ Micron ครองตลาด DRAM โลก
Samsung, SK Hynix และ Micron ครองสัดส่วนการผลิต DRAM ของโลกเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หากมีการประสานกันเพื่อลดกำลังการผลิตจริง ผลกระทบต่ออุปทานและราคาตลาดจะรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างมาก
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเล่นเกม และฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์หลายราย ต่างชี้ว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า
ดังนั้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเกม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ใช้หน่วยความจำ DRAM อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้รับการพิสูจน์ โดยศาลจะต้องพิจารณาว่า การจำกัดอุปทานที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการตอบสนองตามกลไกตลาดต่อกระแส AI Boom หรือเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดเพื่อจำกัดการแข่งขันกันแน่
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีลักษณะเดียวกันมาแล้วในช่วงปี 1998–2002
อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ก็เคยมีการยื่นฟ้อง Samsung, SK Hynix และ Micron ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาอีกครั้ง แต่ศาลในขณะนั้นเห็นว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงไม่ได้มีคำตัดสินเอาผิดบริษัทเหล่านี้
เดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้
ขณะเดียวกัน Samsung และ SK Hynix ยังประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าของบริษัทในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปัจจุบันได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าภาวะชิปขาดแคลนจะยืดเยื้อ
ภายใต้โครงการของรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อขยายระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งสองบริษัทมีแผนสร้างโรงงานผลิตชิป (Fab) แห่งใหม่ โดยมูลค่าการลงทุนรวมอยู่ในระดับ หลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรของผู้ผลิตในอนาคต แต่ผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากการก่อสร้างและการเดินสายการผลิตของโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มดำเนินงานได้เต็มรูปแบบ
MU.US (D1)
แนวโน้มขาขึ้นของหุ้นยังคงแข็งแกร่งและมีความชันสูง อย่างไรก็ตาม ระดับ Fibonacci (FIBO) ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น
หากแรงขายกลับเข้ามาครองตลาด แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตาคือบริเวณ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งระดับทางเทคนิคและระดับจิตวิทยาของตลาด
ในฝั่งของแรงซื้อ เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ โซนแนวต้านกว้างบริเวณ 1,300 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นระดับที่ตลาดเผชิญแรงขายทำกำไรได้
ที่มา: xStation5
IBM แสดงความก้าวหน้าครั้งสำคัญ: ผู้นำของการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งถัดไปหรือไม่?
Apple ปรับขึ้นราคาสินค้า: ต้นทุนชิปหน่วยความจำกดดันทั้งบริษัทและตลาดการเงิน
Micron earnings: กำไรแข็งแกร่งระดับ “เพอร์เฟกต์” แต่ยังไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วหรือ?
ข่าวเด่นวันนี้ 26 มิ.ย.