การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวหนัก หลังเหตุโจมตีเรือ 2 ลำ
การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยวันอาทิตย์มีเรือผ่านเพียง 22 ลำ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อต้นเดือนนี้
สาเหตุหลักมาจากเหตุโจมตีเรือสินค้า 2 ครั้งล่าสุด ที่สร้างความวิตกให้กับลูกเรือ เจ้าของเรือ และบริษัทประกันภัยทางทะเล ส่งผลให้หลายฝ่ายชะลอการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าว
สถานการณ์ทหารตึงเครียด แต่การเจรจาเริ่มกลับมา
การชะลอตัวของการเดินเรือเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ประกาศโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อการคุกคามเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ของเตหะราน
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองกำลังอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรนและคูเวตในช่วงเช้าวันอาทิตย์
Trump ประกาศเตรียมเจรจากับอิหร่านที่โดฮา
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ประธานาธิบดี Donald Trump โพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านได้ "ร้องขอการพบหารือ" และการเจรจาระดับสูงจะมีขึ้นในวันอังคารที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า Steve Witkoff และ Jared Kushner จะเข้าร่วมการเจรจา พร้อมระบุว่าจะมีการหารือทางเทคนิคควบคู่กันไปนอกรอบการประชุมหลัก
Leavitt กล่าวว่า
"อิหร่านควรลงนามในข้อตกลงที่ดีกับสหรัฐฯ"
พร้อมย้ำว่า Trump "ยังคงสงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังทางทหารหากจำเป็น" แต่เป้าหมายหลักของประธานาธิบดีคือการผลักดันให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไป
อิหร่านยังส่งสัญญาณไม่ชัดเจน
ฝั่งเตหะรานยังคงมีท่าทีที่คลุมเครือ
ก่อนที่ Trump จะประกาศเพียงไม่นาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านปฏิเสธว่ามีแผนจัดการเจรจาทางเทคนิคภายในสัปดาห์นี้
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศ Abbas Araghchi กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การแทรกแซงจากต่างชาติในการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
"จะยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และทำให้การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือล่าช้าออกไป"
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหยุดยิงร่วมกัน แม้จะเป็นเพียงข้อตกลงที่เปราะบาง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับก่อนสงคราม
ท่ามกลางความหวังว่าความขัดแย้งอาจไม่ลุกลามต่อ ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงและทยอยกลับสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง สะท้อนว่าตลาดเริ่มลดการประเมินความเสี่ยงด้านอุปทาน แม้นักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด
ราคาน้ำมันดิบ Brent (OIL) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากจุดสูงสุดในช่วงที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรง ปัจจุบันเคลื่อนไหวบริเวณ 72.98–73.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งแทบจะลบล้าง Geopolitical Risk Premium ที่สะสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นในปี 2026 ไปทั้งหมด
ประเด็นสำคัญจากกราฟ
-
EMA 50 วัน (~89 ดอลลาร์), EMA 100 วัน (~88.60 ดอลลาร์) และ EMA 200 วัน (~82.91 ดอลลาร์) ล้วนอยู่สูงกว่าราคาปัจจุบันอย่างชัดเจน สะท้อนว่าแนวโน้มหลักยังคงเป็นขาลง
-
ราคาหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง 3 เส้นอย่างเด็ดขาด โดย EMA 200 วัน ได้เปลี่ยนบทบาทจากแนวรับมาเป็นแนวต้าน
-
Bollinger Bands (สีเขียว) แสดงให้เห็นว่าราคากำลังเคลื่อนไหวใกล้ขอบล่างของกรอบที่ประมาณ 67.54 ดอลลาร์ บ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะ Oversold ในระยะสั้น
-
RSI (14) ลดลงมาอยู่ที่ 28.8 ซึ่งอยู่ในโซน Oversold เช่นกัน สะท้อนว่าแรงขายอาจเริ่มอ่อนตัว แต่ยังไม่มีสัญญาณยืนยันการกลับตัวของแนวโน้ม
โดยรวมแล้ว ตลาดกำลังสะท้อนมุมมองว่า ความตึงเครียดมีแนวโน้มคลี่คลาย
หากการเจรจาที่กรุงโดฮาประสบความสำเร็จ และช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบ Geopolitical Risk Premium ที่ยังเหลืออยู่ก็อาจหายไปทั้งหมด
แต่หากการเจรจาล้มเหลว นักลงทุนอาจต้องกลับมา เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทาน (Supply Disruption Premium) เข้าไปในราคาน้ำมันทันที ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันกลับมาผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
ข่าวเด่นวันนี้ 30 มิ.ย.
"Rammmagedon" ถูกฟ้องคดีผูกขาด ท่ามกลางแผนลงทุนในเกาหลี
🚩 BlackRock เทขาย Bitcoin! BTC หลุด $60K แล้วจะเกิดอะไรต่อ?
Morning Briefing: AI จะไปทางไหนต่อ? (29.06.2026)