ภาคกลาโหมก่อนประกาศผลประกอบการ: สรุป
จากความขัดแย้งทางทหารที่เกิดขึ้นและทวีความรุนแรงต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดความขัดแย้งเพิ่มเติมในอนาคต จึงไม่น่าแปลกใจที่งบประมาณด้านกลาโหมทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
เม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์และยูโรจากงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้นกำลังไหลเข้าสู่บริษัทในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า บริษัทชั้นนำหลายแห่งจะทยอยประกาศผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้สูญเสียมูลค่าไปมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้แต่บริษัทชั้นนำที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นก็ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคาหุ้น ทั้งที่รายได้และกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่
สาเหตุคือ นักลงทุนให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) เข้มงวดกว่าที่ผ่านมา
กำหนดการประกาศผลประกอบการ
- 17 ก.ค. SAABB.SE – Saab AB
- 21 ก.ค. NOC.US – Northrop Grumman
- 22 ก.ค. AM.FP – Dassault Aviation
- 23 ก.ค. HO.FP – Thales
- 23 ก.ค. IDR.SM – Indra Group
- 23 ก.ค. RTX.US – RTX Corp
- 23 ก.ค. LMT.US – Lockheed Martin
- 23 ก.ค. EXA.FP – Exail Technologies
- 28 ก.ค. SAF.FP – Safran
- 30 ก.ค. BAE.UK – BAE Systems
- 30 ก.ค. HII.US – Huntington Ingalls Industries
- 31 ก.ค. HAG.DE – Hensoldt AG
- 6 ส.ค. RHM.DE – Rheinmetall
ภาพรวม
ประเด็นสำคัญของการประกาศผลประกอบการในภาคกลาโหมเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์หรือความแข็งแกร่งของคำสั่งซื้ออีกต่อไป
สิ่งที่ตลาดจับตาคือ บริษัทจะสามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อที่มีอยู่ในมือ (Backlog) ให้กลายเป็นรายได้และผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ พร้อมทั้งรักษาอัตรากำไร (Margin) ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากความล่าช้าในการส่งมอบ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
- Saab ไม่เพียงรายงานยอดขายที่เติบโตอย่างโดดเด่น แต่ยังสามารถขยายอัตรากำไรได้อีกด้วย
- Northrop Grumman แม้รายได้ทำสถิติสูงสุด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง หลังอัตรากำไรลดลงราว 2% ส่งผลให้หุ้นร่วงแรงถึงประมาณ 8% ระหว่างวัน
รูปแบบดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทกลาโหมรายอื่น ๆ ที่กำลังจะประกาศผลประกอบการเช่นกัน แม้แต่ละบริษัทอาจมีปัจจัยเฉพาะตัวหรือปัจจัยระดับภูมิภาคที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจไม่ส่งผลต่อทิศทางราคาหุ้นในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน ปัจจัยเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อแนวโน้มในระยะยาว
บริษัทที่น่าจับตา
Lockheed Martin
Lockheed Martin
ความคาดหวังของตลาดต่อบริษัทอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับระดับการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) โดยนักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 6–7% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2025
สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่ผลประกอบการที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ ไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความผิดหวัง
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
- ความคืบหน้าของโครงการ F-35, PAC-3 รวมถึงโครงการปรับปรุง F-16 และ C-130
- ความเป็นไปได้ของการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ (Write-down) เพิ่มเติมจากโครงการลับ (Black Projects)
Thales
นักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการครึ่งแรกปี 2026 จะมี
- ยอดคำสั่งซื้อ 10.48 พันล้านยูโร
- กำไรจากการดำเนินงาน (Adjusted EBIT) 1.32 พันล้านยูโร
- อัตรากำไร 12.1%
แม้ความคาดหวังของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผล
ปัจจัยสำคัญคือการรักษา Book-to-Bill Ratio ให้อยู่เหนือระดับ 1 และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Cyber
Dassault Aviation
ถือเป็น "ตัวแปรสำคัญ" (Wild Card) ของกลุ่มอุตสาหกรรมกลาโหมฝรั่งเศส
การคาดการณ์ผลประกอบการยังมีความแตกต่างกันมาก โดยนักวิเคราะห์ประเมินรายได้ไว้ระหว่าง 3.15–3.5 พันล้านยูโร
นอกเหนือจากตัวเลขผลประกอบการแล้ว ตลาดจะจับตา
- ความคืบหน้าของสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Rafale และ Falcon
- ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการ Falcon 10X
RTX
RTX ถือเป็นบริษัทที่มีคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แต่ก็เป็นบริษัทที่ตลาดคาดว่าราคาหุ้นจะตอบสนองต่อผลประกอบการในเชิงบวกได้จำกัดที่สุด
การรักษาการเติบโตในระดับ เลขสองหลัก (Double-digit Growth) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือ
- แนวโน้มผลประกอบการ (Guidance)
- การควบคุมต้นทุนและกระแสเงินสดในธุรกิจเครื่องยนต์อากาศยาน (Engines Segment)
Rheinmetall
Rheinmetall
Rheinmetall เป็นบริษัทในกลุ่มกลาโหมที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมากที่สุดในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าบริษัทจะยังคงเป็นผู้นำด้านการเติบโตของรายได้และยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog)
อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากความเสี่ยงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะถูกสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคาหุ้นคือ อัตรากำไร (Margin) หากสามารถรักษาหรือปรับปรุงอัตรากำไรได้ ก็อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาความคืบหน้าของ สัญญาจัดหายานยนต์ทางทหารหลายประเภทสำหรับกองทัพเยอรมนี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มของบริษัทในระยะต่อไป
Oil rises over 3% 🛢️
🛢️ น้ำมันดิบ Brent ทดสอบระดับ $95 ต่อบาร์เรล
Morning Wrap: หุ้น AI และทองคำกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง?
ทะเลแดง แต่ไม่ใช่ดัชนีตลาด: ผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบบับเอลมันดาบ