Figure 1: ราคาทองคำและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี [แกนกลับด้าน] (2026)

Source: XTB Research, 15.09.2026
น้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกดดันโลหะมีค่า
ปัจจัยหลักที่ยังคงกดดันราคาทองคำคือ ความคาดหวังต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ตลาดประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันพุธนี้ไว้ที่ 92% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี
การปรับมุมมองของตลาดไปสู่แนวทาง Hawkish ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดและสถานการณ์ในตลาดน้ำมันที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังซาอุดีอาระเบียระงับการดำเนินงานของ East-West Pipeline เป็นการชั่วคราว ราคาน้ำมัน Brent จึงทะลุระดับ $108 ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้นเกือบ 20% แล้ว
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ประกอบกับระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมานานเกือบ 2 ทศวรรษ โดยล่าสุดอยู่ที่ 5.04% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นมักเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
อุปสงค์จากกองทุนและธนาคารกลางยังคงทรงตัว
น่าสนใจว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลง แต่ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน ETF ทองคำกลับฟื้นตัว และกำลังปรับเข้าใกล้ระดับก่อนที่สินทรัพย์จะลดลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนกรกฎาคม
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก World Gold Council แสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงอยู่ในโหมดสะสมทองคำเพื่อเป็นทุนสำรอง ดังนั้น การปรับตัวลงของราคาทองคำในครั้งนี้จึงไม่น่าจะเกิดจากการลดลงของอุปสงค์ระยะยาว แต่เป็นผลจาก การจัดสถานะลงทุนระยะสั้นของตลาดก่อนการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed มากกว่า
อุบัติเหตุที่เหมือง Harmony Gold ยังเป็นปัจจัยรอง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา แม้ในขณะนี้จะยังมีความสำคัญรองลงมา คือ อุบัติเหตุร้ายแรงที่เหมือง Mponeng ซึ่งเป็นของ Harmony Gold ในแอฟริกาใต้ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวภายในพื้นที่เหมืองใต้ดิน ส่งผลให้มีพนักงานเสียชีวิต 1 ราย และต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราวเพื่อรอการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Mponeng เป็นหนึ่งในเหมืองทองคำที่มีความลึกมากที่สุดในโลก หากการหยุดดำเนินงานยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานทองคำทั่วโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ ตลาดยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ
จับตาการตัดสินใจของ Fed
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การประชุม Fed จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ โดยมีสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 อาจเกิดขึ้นในวันพุธ เวลา 19:00 น.
ก่อนหน้านี้ ตลาดยังมีข้อสงสัยว่า คณะกรรมการจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ โดยเฉพาะจากการสื่อสารที่ยังไม่ชัดเจนของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดได้สะท้อนความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยไว้แล้ว มากกว่า 90%
Figure 2: การเปลี่ยนแปลงของความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินว่าจะเกิดการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายน (2025–2026)

Source: XTB Research, 15.09.2026
น้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกดดันโลหะมีค่า
ปัจจัยหลักที่ยังคงกดดันราคาทองคำคือ ความคาดหวังต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ตลาดประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันพุธนี้ไว้ที่ 92% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี
การปรับมุมมองของตลาดไปสู่แนวทาง Hawkish ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดและสถานการณ์ในตลาดน้ำมันที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังซาอุดีอาระเบียระงับการดำเนินงานของ East-West Pipeline เป็นการชั่วคราว ราคาน้ำมัน Brent จึงทะลุระดับ $108 ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันในเดือนกันยายนปรับตัวขึ้นเกือบ 20% แล้ว
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ประกอบกับระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมานานเกือบ 2 ทศวรรษ โดยล่าสุดอยู่ที่ 5.04% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นมักเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
อุปสงค์จากกองทุนและธนาคารกลางยังคงทรงตัว
น่าสนใจว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลง แต่ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน ETF ทองคำกลับฟื้นตัว และกำลังปรับเข้าใกล้ระดับก่อนที่สินทรัพย์จะลดลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนกรกฎาคม
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก World Gold Council แสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงอยู่ในโหมดสะสมทองคำเพื่อเป็นทุนสำรอง ดังนั้น การปรับตัวลงของราคาทองคำในครั้งนี้จึงไม่น่าจะเกิดจากการลดลงของอุปสงค์ระยะยาว แต่เป็นผลจาก การจัดสถานะลงทุนระยะสั้นของตลาดก่อนการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed มากกว่า
อุบัติเหตุที่เหมือง Harmony Gold ยังเป็นปัจจัยรอง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา แม้ในขณะนี้จะยังมีความสำคัญรองลงมา คือ อุบัติเหตุร้ายแรงที่เหมือง Mponeng ซึ่งเป็นของ Harmony Gold ในแอฟริกาใต้ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวภายในพื้นที่เหมืองใต้ดิน ส่งผลให้มีพนักงานเสียชีวิต 1 ราย และต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราวเพื่อรอการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Mponeng เป็นหนึ่งในเหมืองทองคำที่มีความลึกมากที่สุดในโลก หากการหยุดดำเนินงานยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานทองคำทั่วโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ ตลาดยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ
จับตาการตัดสินใจของ Fed
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การประชุม Fed จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ โดยมีสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 อาจเกิดขึ้นในวันพุธ เวลา 19:00 น.
ก่อนหน้านี้ ตลาดยังมีข้อสงสัยว่า คณะกรรมการจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงหรือไม่ โดยเฉพาะจากการสื่อสารที่ยังไม่ชัดเจนของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดได้สะท้อนความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยไว้แล้ว มากกว่า 90%
Figure 2: การเปลี่ยนแปลงของความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินว่าจะเกิดการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายน (2025–2026)

Source: xStation, 15.09.2026
ราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่าเส้น Exponential Moving Average (EMA) ทั้ง 3 เส้น ได้แก่ EMA 50, 100 และ 150 ซึ่งปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้กันในกรอบแคบระหว่าง $4,344–$4,365 และทำหน้าที่เป็นโซนแนวต้าน
ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นจากกลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวในเดือนสิงหาคม และปรับตัวขึ้นไปใกล้ระดับ $4,700 แต่การฟื้นตัวดังกล่าวไม่สามารถยืนได้ และถูกลบล้างลงทั้งหมดในเดือนกันยายน
ระดับราคาปัจจุบันสอดคล้องกับแนวรับเดิมในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ทำให้โซนนี้เป็น จุดสำคัญต่อทิศทางถัดไปของตลาด หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวอย่างชัดเจน อาจเปิดทางให้ทองคำปรับตัวลงต่อไปยังจุดต่ำสุดในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมบริเวณ $4,000
ด้านโมเมนตัม RSI อยู่ที่ระดับ 43 ซึ่งถือว่าอยู่ในโซนกลางและยังห่างจากภาวะ Oversold ขณะที่ MACD Histogram ยังคงอยู่ในแดนลบ โดยเส้น MACD ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น Signal และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนของการกลับตัวของแนวโน้ม
ดังนั้น ภาพรวมทางเทคนิคยังคงสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยตราบใดที่มุมมองต่อตลาดน้ำมันและนโยบายการเงินของ Fed ยังไม่เปลี่ยนแปลง ฝั่งขาลงยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน
🟡⬇️ ทองร่วง ก่อนการตัดสินใจของ Fed
Economic Calendar: ตลาดจับตาการตัดสินใจของ Fed และ BoE (15.09.2026)
Morning Wrap: Brent พุ่งแตะ $107 ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายหุ้น AI
ข่าวเด่นวันนี้ 14 ก.ย.