14:58 · 27 กรกฎาคม 2026

Week Ahead: ราคาน้ำมันร่วงหนัก หลังการหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อ

ประเด็นหลัก
ประเด็นหลัก
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย
  • บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ต้นสัปดาห์
  • การประชุม Fed เป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์ ขณะที่ธนาคารกลางหลักคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย
  • นักลงทุนยังระมัดระวังหุ้นที่ใช้เงินลงทุน (CapEx) สูง แม้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มฟื้นตัว
  • ฤดูกาลประกาศผลประกอบการมีความสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี
  • จับตาเหตุการณ์สำคัญ: การประชุม Fed, BOJ, BOE, ตัวเลข GDP สหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

ตลาดการเงินพลิกทิศ หลังความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย

เช้าวันนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดการสู้รบชั่วคราว ภายหลังการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์ ข่าวดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุน และส่งผลให้ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงประมาณ 10% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากสัปดาห์ก่อนที่ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย

คำถามสำคัญในขณะนี้คือ การลดระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถกดดันราคาน้ำมันในระยะยาวได้หรือไม่ และจะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก่อนการประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกได้มากเพียงใด

ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีรายงานการโจมตีครั้งใหม่ในอิหร่านหรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังเหตุการณ์ปะทะต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ความสงบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้จุดประกายความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูตอีกครั้ง

อิหร่านประกาศว่าจะยุติการโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมกับมีความหวังว่าการเจรจาเพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้ภาวะปิดล้อม ขณะที่การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่าจะมีปัจจัยบางประการที่อาจจำกัดศักยภาพของกลุ่มฮูตีหลังเข้าร่วมความขัดแย้ง

แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ และอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ยากในระยะสั้น

บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวก

การร่วงลงของราคาน้ำมันได้ส่งผลเชิงบวกต่อสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยความเชื่อมั่นในการลงทุนปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น โดย Nasdaq Futures มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 1.5% ก่อนการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงยังช่วยกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี ลดลง 13 จุดพื้นฐาน (bps) ในช่วงเช้าวันนี้

ตลาดหุ้นเอเชียปิดในแดนบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดย Kospi ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่ SK Hynix ปรับตัวขึ้น 1.5% นำโดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งช่วยหนุนดัชนีหุ้นเอเชียโดยรวม และคาดว่าบรรยากาศเชิงบวกดังกล่าวจะส่งต่อไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปในวันนี้

แม้การเคลื่อนไหวในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์จะบ่งชี้ว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลง แต่ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากเหตุการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเปราะบาง

นอกจากนี้ แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดยังต้องเผชิญปัจจัยสำคัญอีกหลายประการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ

การประชุม Fed เป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์

การประชุม FOMC จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของสัปดาห์ โดยผลการประชุมในวันพุธและพฤหัสบดีอาจกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในช่วงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า

สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่พุ่งแรง แต่เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ การร่วงลงของราคาน้ำมันได้ส่งผลให้ Bond Yield ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield ในสหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ก่อนถือว่ารุนแรงน้อยกว่าสหรัฐฯ โดย

  • Bond Yield อายุ 10 ปีของอังกฤษ เพิ่มขึ้น 5 bps
  • Bond Yield อายุ 2 ปี เพิ่มขึ้น 6 bps

เมื่อเทียบกับ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 13 bps

ตลาดกำลังจับตาว่า การกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในทะเลเหนือจะช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าโภคภัณฑ์กับ Bond Yield ของอังกฤษ และช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (Gilts) ได้หรือไม่

ตลอดสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามว่าการอ่อนตัวของราคาน้ำมันจะช่วยกดดัน Bond Yield ให้ลดลงต่อหรือไม่ รวมถึงผลการประชุมของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป

 

นักลงทุนระมัดระวังหุ้นที่ใช้จ่ายลงทุนสูง ขณะที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดได้เริ่มประเมินผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่ม Magnificent 7 โดยหุ้นของ Tesla และ Alphabet ปรับตัวลดลง 18% และ 7% ตามลำดับ หลังทั้งสองบริษัทประกาศเพิ่มงบลงทุน (Capex) เพื่อขยายศักยภาพด้าน AI

สัปดาห์นี้จะมีอีก 4 บริษัทจากกลุ่ม Magnificent 7 รายงานผลประกอบการ โดยธีมหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี คือความระมัดระวังต่อบริษัทที่มีการลงทุนด้าน Capex สูง เช่น Alphabet และ Tesla ขณะที่บริษัทซัพพลายเออร์ที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการของกลุ่ม Hyperscaler กลับได้รับมุมมองเชิงบวก เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อยังคงแข็งแกร่ง

นี่เป็นเหตุผลที่ดัชนีหุ้น Magnificent 7 โดยรวมปรับตัวลดลง 5.8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9%


ฤดูกาลประกาศผลประกอบการชี้ชะตาทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในครึ่งหลังปี 2026

โดยรวมแล้ว ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวลงเพียง 0.6%

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม พลังงาน และสาธารณูปโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหมุนเงินออกจากหุ้น Magnificent 7 และยังคงเห็นความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างตลาดหุ้นกับราคาน้ำมัน

กลุ่ม Hyperscaler กำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากนักลงทุนเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน Capex ในฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้ และคาดว่าจะเกิดคำถามลักษณะเดียวกันกับ Amazon, Microsoft และ Meta เมื่อทั้งสามบริษัทเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้

ขณะที่ Apple ก็จะรายงานผลประกอบการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้าน AI ของ Apple ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้บริษัทอาจไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากนักลงทุนมากนัก

ต้นทุนทางการเงินกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่ใช้เงินจากงบดุลจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI ปัจจัยนี้อาจยังคงเป็นแรงกดดันต่อระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ในช่วงที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการดำเนินต่อไป


ประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์

นี่เป็นสัปดาห์สำคัญสำหรับตลาดการเงิน นักลงทุนกำลังมองหาทิศทางใหม่ ขณะที่ตลาดเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน

คำถามสำคัญคือ การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยต่าง ๆ ไปมากพอแล้วหรือยัง หรือยังมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มครั้งใหญ่?

ความเชื่อมั่นของตลาดปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่แรงบวกดังกล่าวยังไม่สามารถกระตุ้นให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน

นักลงทุนจะจับตาว่าผลประกอบการในสัปดาห์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปยังตลาดหุ้นยุโรปมากขึ้นหรือไม่ หรือการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Tesla จะสามารถหยุดลงได้หรือไม่

ด้านล่างคือปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดในสัปดาห์นี้


การประชุม FOMC

นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับตลาดการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังทำความเข้าใจกับประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh และรูปแบบการสื่อสารของเขา

ตลาดยังไม่คาดว่า Fed จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาด Fed Fund Futures กำลังสะท้อนความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า

Warsh เคยกล่าวว่าภายใน FOMC มีมุมมองที่หลากหลาย และการประชุมครั้งนี้อาจเห็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น กับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับตลาดแรงงานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ Fed เริ่มลดท่าทีผ่อนคลายทางการเงินลง

ก่อนเข้าสู่การประชุม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ โดยความเป็นไปได้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 36%

อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ เนื่องจากธนาคารกลางไม่สามารถควบคุมราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาด้านอุปทานได้ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้อาจไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักที่แข็งแกร่งที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) เพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับเหนือ 101.00

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มแข็งค่าของดอลลาร์ และหาก Fed ยังคงส่งสัญญาณกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ดอลลาร์มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ


การประชุม BOE และ BOJ

ทั้งสองธนาคารกลางคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

สำหรับ BOE ตลาดจะจับตาว่าธนาคารกลางอังกฤษจะเริ่มส่งสัญญาณกลับไปสู่แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต หรือเลือกที่จะรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี Andy Burnham

ตลาดจะติดตามปฏิกิริยาของคู่เงิน USD/JPY หลังการประชุม BOJ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ใกล้ 164.00

การประชุมครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนเพิ่มขึ้นให้กับคู่เงินดังกล่าว ขณะที่ BOJ พยายามชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน


ผลประกอบการหุ้น: ปัจจัยสำคัญของสัปดาห์นี้

Google และ Tesla เผชิญแรงกดดันอย่างหนักหลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สัปดาห์นี้ บริษัทอีก 4 แห่งจากกลุ่ม Magnificent 7 จะรายงานตัวเลขสำคัญ โดยนักลงทุนควรจับตาประเด็นดังต่อไปนี้


Meta

ปัจจัยบวกจากผลประกอบการอาจมาจากการเติบโตของการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (User Engagement) ที่ได้รับแรงหนุนจากการแข่งขันฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม Meta เผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนในปีนี้ โดยราคาหุ้นลดลง 10% ตั้งแต่ต้นปี

บริษัทมีแผนลงทุนด้าน AI สูงถึง 145 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และลดการลงทุนในธุรกิจอื่นลง

ตลาดจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) รวมถึงแผนของ Meta ในการสร้างรายได้จากความสามารถด้าน Compute ที่มีอยู่

Meta ยังไม่มีระบบ AI แบบครบวงจร (Full-stack AI) ดังนั้น ความสามารถในการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ AI จะเป็นประเด็นสำคัญ


Microsoft

การควบคุมต้นทุนด้าน AI กำลังสร้างความท้าทายให้กับ Microsoft

หากลดการลงทุนมากเกินไป อาจกระทบต่อยอดขายของ Copilot ที่ถูกผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์ในระบบ Microsoft

ราคาหุ้น Microsoft ลดลงแล้ว 20% ตั้งแต่ต้นปี

อย่างไรก็ตาม บริษัท Hyperscaler อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะหากลงทุนมากเกินไป ตลาดจะลงโทษ แต่หากลงทุนน้อยเกินไป นักลงทุนอาจมองว่าบริษัทกำลังตามหลังการแข่งขันด้าน AI

เรายังไม่คาดว่าผลประกอบการครั้งนี้จะเปลี่ยนทิศทางราคาหุ้น Microsoft อย่างมีนัยสำคัญ


Amazon

ประมาณการรายได้ของ Amazon อยู่ในระดับสูงก่อนประกาศผลประกอบการ ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความคาดหวังที่สูง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในไตรมาส 2 อาจเพิ่มต้นทุนของธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ตาม การเลื่อน Prime Day มาอยู่ในไตรมาส 2 แทนไตรมาส 3 อาจช่วยเพิ่มรายได้ในระยะสั้น


Apple

Apple เป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่ม Magnificent 7 ในปีนี้ โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 20%

บริษัทไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันลงทุน AI อย่างหนักเหมือนกลุ่ม Hyperscaler และกลยุทธ์ดังกล่าวกลับให้ผลดีในปี 2026 เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI มากขึ้น

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น iPhone แบบพับได้ อาจได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุน


ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ

สัปดาห์นี้มีข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะ GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ และตัวเลข GDP ของยูโรโซน

ข้อมูลเหล่านี้อาจสะท้อนความแตกต่างของแนวโน้มเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่น

โมเดล GDPNow ของ Atlanta Fed คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 1.7% ในไตรมาส 2 ลดลงจาก 2.1% ในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความเสี่ยงยังมีโอกาสอยู่ในทิศทางขาขึ้น เนื่องจากการลงทุนภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับที่ดีในไตรมาส 2

กราฟที่ 1: ราคาน้ำมันดิบ Brent กำลังทดสอบแนวรับบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day SMA) เหนือระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

image.png
 

ที่มา: XTB

กราฟที่ 2: Nasdaq 100 อยู่ในความสนใจของตลาด ก่อนเข้าสู่สัปดาห์สำคัญของการประกาศผลประกอบการ

image.png
 

ที่มา: XTB

Kathleen Brooks

Research Director UK

Kathleen Brooks is XTB's UK research director with over 20 years of experience working across financial markets. She started specialising in the foreign exchange market before moving into retail trading. Her analysis is widely respected, and she is City AM's Analyst of the Year 2026. Kathleen's analysis is regularly featured across print, digital and broadcast media. She is frequently on BBC, Sky News, LBC and other global media outlets. Her analysis on the economic impact of Brexit, major IPOs, and global economic trends has positioned her as one of the UK's top financial analysts and commentators. 

ไปที่หน้าผู้เชี่ยวชาญ 

เปิดบัญชีฟรี

เปิดบัญชีของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก การฝากและถอนเงินโดยไม่มีค่าธรรมเนียม

เปิดบัญชี  ดาวน์โหลดแอป 
23 กรกฎาคม 2026, 10:01

ผลประกอบการ Tesla และ Alphabet: ตลาดยังไม่มั่นใจต่อธีม AI

21 กรกฎาคม 2026, 14:47

ก้าวแรกของ Healy ในตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง แต่ตลาดพันธบัตรยังไม่เชื่อมั่น

21 กรกฎาคม 2026, 09:10

ตลาดส่งสัญญาณลบต่อ Burnham หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น

20 กรกฎาคม 2026, 11:03

🔴Live: ทองโลกพุ่ง $4,100?!

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก