- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย
- บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ต้นสัปดาห์
- การประชุม Fed เป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์ ขณะที่ธนาคารกลางหลักคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย
- นักลงทุนยังระมัดระวังหุ้นที่ใช้เงินลงทุน (CapEx) สูง แม้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มฟื้นตัว
- ฤดูกาลประกาศผลประกอบการมีความสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี
- จับตาเหตุการณ์สำคัญ: การประชุม Fed, BOJ, BOE, ตัวเลข GDP สหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย
- บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ต้นสัปดาห์
- การประชุม Fed เป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์ ขณะที่ธนาคารกลางหลักคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย
- นักลงทุนยังระมัดระวังหุ้นที่ใช้เงินลงทุน (CapEx) สูง แม้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มฟื้นตัว
- ฤดูกาลประกาศผลประกอบการมีความสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี
- จับตาเหตุการณ์สำคัญ: การประชุม Fed, BOJ, BOE, ตัวเลข GDP สหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ตลาดการเงินพลิกทิศ หลังความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย
เช้าวันนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดการสู้รบชั่วคราว ภายหลังการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์ ข่าวดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุน และส่งผลให้ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงประมาณ 10% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากสัปดาห์ก่อนที่ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย
คำถามสำคัญในขณะนี้คือ การลดระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถกดดันราคาน้ำมันในระยะยาวได้หรือไม่ และจะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก่อนการประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกได้มากเพียงใด
ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีรายงานการโจมตีครั้งใหม่ในอิหร่านหรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังเหตุการณ์ปะทะต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ ความสงบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้จุดประกายความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูตอีกครั้ง
อิหร่านประกาศว่าจะยุติการโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมกับมีความหวังว่าการเจรจาเพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้ภาวะปิดล้อม ขณะที่การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ว่าจะมีปัจจัยบางประการที่อาจจำกัดศักยภาพของกลุ่มฮูตีหลังเข้าร่วมความขัดแย้ง
แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ และอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ยากในระยะสั้น
บรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวก
การร่วงลงของราคาน้ำมันได้ส่งผลเชิงบวกต่อสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยความเชื่อมั่นในการลงทุนปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น โดย Nasdaq Futures มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 1.5% ก่อนการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงยังช่วยกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี ลดลง 13 จุดพื้นฐาน (bps) ในช่วงเช้าวันนี้
ตลาดหุ้นเอเชียปิดในแดนบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดย Kospi ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่ SK Hynix ปรับตัวขึ้น 1.5% นำโดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งช่วยหนุนดัชนีหุ้นเอเชียโดยรวม และคาดว่าบรรยากาศเชิงบวกดังกล่าวจะส่งต่อไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปในวันนี้
แม้การเคลื่อนไหวในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์จะบ่งชี้ว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลง แต่ตลาดยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากเหตุการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเปราะบาง
นอกจากนี้ แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดยังต้องเผชิญปัจจัยสำคัญอีกหลายประการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ
การประชุม Fed เป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์
การประชุม FOMC จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของสัปดาห์ โดยผลการประชุมในวันพุธและพฤหัสบดีอาจกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในช่วงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่พุ่งแรง แต่เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ การร่วงลงของราคาน้ำมันได้ส่งผลให้ Bond Yield ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield ในสหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ก่อนถือว่ารุนแรงน้อยกว่าสหรัฐฯ โดย
- Bond Yield อายุ 10 ปีของอังกฤษ เพิ่มขึ้น 5 bps
- Bond Yield อายุ 2 ปี เพิ่มขึ้น 6 bps
เมื่อเทียบกับ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 13 bps
ตลาดกำลังจับตาว่า การกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในทะเลเหนือจะช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าโภคภัณฑ์กับ Bond Yield ของอังกฤษ และช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (Gilts) ได้หรือไม่
ตลอดสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามว่าการอ่อนตัวของราคาน้ำมันจะช่วยกดดัน Bond Yield ให้ลดลงต่อหรือไม่ รวมถึงผลการประชุมของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป
นักลงทุนระมัดระวังหุ้นที่ใช้จ่ายลงทุนสูง ขณะที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดได้เริ่มประเมินผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่ม Magnificent 7 โดยหุ้นของ Tesla และ Alphabet ปรับตัวลดลง 18% และ 7% ตามลำดับ หลังทั้งสองบริษัทประกาศเพิ่มงบลงทุน (Capex) เพื่อขยายศักยภาพด้าน AI
สัปดาห์นี้จะมีอีก 4 บริษัทจากกลุ่ม Magnificent 7 รายงานผลประกอบการ โดยธีมหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี คือความระมัดระวังต่อบริษัทที่มีการลงทุนด้าน Capex สูง เช่น Alphabet และ Tesla ขณะที่บริษัทซัพพลายเออร์ที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการของกลุ่ม Hyperscaler กลับได้รับมุมมองเชิงบวก เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อยังคงแข็งแกร่ง
นี่เป็นเหตุผลที่ดัชนีหุ้น Magnificent 7 โดยรวมปรับตัวลดลง 5.8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9%
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการชี้ชะตาทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในครึ่งหลังปี 2026
โดยรวมแล้ว ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวลงเพียง 0.6%
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม พลังงาน และสาธารณูปโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหมุนเงินออกจากหุ้น Magnificent 7 และยังคงเห็นความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างตลาดหุ้นกับราคาน้ำมัน
กลุ่ม Hyperscaler กำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากนักลงทุนเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน Capex ในฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้ และคาดว่าจะเกิดคำถามลักษณะเดียวกันกับ Amazon, Microsoft และ Meta เมื่อทั้งสามบริษัทเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้
ขณะที่ Apple ก็จะรายงานผลประกอบการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้าน AI ของ Apple ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้บริษัทอาจไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากนักลงทุนมากนัก
ต้นทุนทางการเงินกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่ใช้เงินจากงบดุลจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI ปัจจัยนี้อาจยังคงเป็นแรงกดดันต่อระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ในช่วงที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการดำเนินต่อไป
ประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์
นี่เป็นสัปดาห์สำคัญสำหรับตลาดการเงิน นักลงทุนกำลังมองหาทิศทางใหม่ ขณะที่ตลาดเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน
คำถามสำคัญคือ การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยต่าง ๆ ไปมากพอแล้วหรือยัง หรือยังมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มครั้งใหญ่?
ความเชื่อมั่นของตลาดปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่แรงบวกดังกล่าวยังไม่สามารถกระตุ้นให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน
นักลงทุนจะจับตาว่าผลประกอบการในสัปดาห์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปยังตลาดหุ้นยุโรปมากขึ้นหรือไม่ หรือการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Tesla จะสามารถหยุดลงได้หรือไม่
ด้านล่างคือปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดในสัปดาห์นี้
การประชุม FOMC
นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับตลาดการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังทำความเข้าใจกับประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh และรูปแบบการสื่อสารของเขา
ตลาดยังไม่คาดว่า Fed จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาด Fed Fund Futures กำลังสะท้อนความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า
Warsh เคยกล่าวว่าภายใน FOMC มีมุมมองที่หลากหลาย และการประชุมครั้งนี้อาจเห็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น กับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับตลาดแรงงานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ Fed เริ่มลดท่าทีผ่อนคลายทางการเงินลง
ก่อนเข้าสู่การประชุม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้นักลงทุนเพิ่มการเดิมพันว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ โดยความเป็นไปได้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 36%
อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังเร็วเกินไปสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ เนื่องจากธนาคารกลางไม่สามารถควบคุมราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาด้านอุปทานได้ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้อาจไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักที่แข็งแกร่งที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) เพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับเหนือ 101.00
มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มแข็งค่าของดอลลาร์ และหาก Fed ยังคงส่งสัญญาณกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ดอลลาร์มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ
การประชุม BOE และ BOJ
ทั้งสองธนาคารกลางคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม
สำหรับ BOE ตลาดจะจับตาว่าธนาคารกลางอังกฤษจะเริ่มส่งสัญญาณกลับไปสู่แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต หรือเลือกที่จะรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี Andy Burnham
ตลาดจะติดตามปฏิกิริยาของคู่เงิน USD/JPY หลังการประชุม BOJ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ใกล้ 164.00
การประชุมครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนเพิ่มขึ้นให้กับคู่เงินดังกล่าว ขณะที่ BOJ พยายามชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน
ผลประกอบการหุ้น: ปัจจัยสำคัญของสัปดาห์นี้
Google และ Tesla เผชิญแรงกดดันอย่างหนักหลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัปดาห์นี้ บริษัทอีก 4 แห่งจากกลุ่ม Magnificent 7 จะรายงานตัวเลขสำคัญ โดยนักลงทุนควรจับตาประเด็นดังต่อไปนี้
Meta
ปัจจัยบวกจากผลประกอบการอาจมาจากการเติบโตของการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (User Engagement) ที่ได้รับแรงหนุนจากการแข่งขันฟุตบอลโลก
อย่างไรก็ตาม Meta เผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนในปีนี้ โดยราคาหุ้นลดลง 10% ตั้งแต่ต้นปี
บริษัทมีแผนลงทุนด้าน AI สูงถึง 145 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และลดการลงทุนในธุรกิจอื่นลง
ตลาดจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) รวมถึงแผนของ Meta ในการสร้างรายได้จากความสามารถด้าน Compute ที่มีอยู่
Meta ยังไม่มีระบบ AI แบบครบวงจร (Full-stack AI) ดังนั้น ความสามารถในการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ AI จะเป็นประเด็นสำคัญ
Microsoft
การควบคุมต้นทุนด้าน AI กำลังสร้างความท้าทายให้กับ Microsoft
หากลดการลงทุนมากเกินไป อาจกระทบต่อยอดขายของ Copilot ที่ถูกผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์ในระบบ Microsoft
ราคาหุ้น Microsoft ลดลงแล้ว 20% ตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม บริษัท Hyperscaler อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะหากลงทุนมากเกินไป ตลาดจะลงโทษ แต่หากลงทุนน้อยเกินไป นักลงทุนอาจมองว่าบริษัทกำลังตามหลังการแข่งขันด้าน AI
เรายังไม่คาดว่าผลประกอบการครั้งนี้จะเปลี่ยนทิศทางราคาหุ้น Microsoft อย่างมีนัยสำคัญ
Amazon
ประมาณการรายได้ของ Amazon อยู่ในระดับสูงก่อนประกาศผลประกอบการ ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความคาดหวังที่สูง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในไตรมาส 2 อาจเพิ่มต้นทุนของธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ตาม การเลื่อน Prime Day มาอยู่ในไตรมาส 2 แทนไตรมาส 3 อาจช่วยเพิ่มรายได้ในระยะสั้น
Apple
Apple เป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่ม Magnificent 7 ในปีนี้ โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 20%
บริษัทไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันลงทุน AI อย่างหนักเหมือนกลุ่ม Hyperscaler และกลยุทธ์ดังกล่าวกลับให้ผลดีในปี 2026 เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI มากขึ้น
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น iPhone แบบพับได้ อาจได้รับการตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุน
ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ
สัปดาห์นี้มีข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะ GDP ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ และตัวเลข GDP ของยูโรโซน
ข้อมูลเหล่านี้อาจสะท้อนความแตกต่างของแนวโน้มเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่น
โมเดล GDPNow ของ Atlanta Fed คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 1.7% ในไตรมาส 2 ลดลงจาก 2.1% ในไตรมาสแรก
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความเสี่ยงยังมีโอกาสอยู่ในทิศทางขาขึ้น เนื่องจากการลงทุนภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับที่ดีในไตรมาส 2
กราฟที่ 1: ราคาน้ำมันดิบ Brent กำลังทดสอบแนวรับบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day SMA) เหนือระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มา: XTB
กราฟที่ 2: Nasdaq 100 อยู่ในความสนใจของตลาด ก่อนเข้าสู่สัปดาห์สำคัญของการประกาศผลประกอบการ
ที่มา: XTB
ผลประกอบการ Tesla และ Alphabet: ตลาดยังไม่มั่นใจต่อธีม AI
ก้าวแรกของ Healy ในตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง แต่ตลาดพันธบัตรยังไม่เชื่อมั่น
ตลาดส่งสัญญาณลบต่อ Burnham หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น
🔴Live: ทองโลกพุ่ง $4,100?!