แม้ตลาดจะมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่ S&P 500 ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ตลาดขึ้นมาไกลเกินไปแล้วหรือยัง?
อย่างไรก็ตาม การดูเพียงระดับดัชนีอาจยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา กำไรบริษัทและคาดการณ์กำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การปรับขึ้นของตลาดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการขยายตัวของ Valuation เพียงอย่างเดียว
- กำไรของบริษัทใน S&P 500 เพิ่มขึ้นเกือบ 50.4% YoY ในไตรมาสล่าสุด สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าที่ 23.2% และเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ Q3 2021 อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจาก Alphabet และ Amazon ที่รับรู้กำไรจาก SpaceX และ Anthropic หากตัดผลกระทบดังกล่าวออก การเติบโตของกำไรจะอยู่ที่ราว 32% YoY ซึ่งยังสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของ S&P 500 ราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์
- นี่เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตมากกว่า 20% และเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก ขณะที่รายได้ก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นราว 15% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ Q4 2021 แม้ไม่รวมกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี รายได้ก็ยังเติบโตประมาณ 9.7%
- การเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพราะมีถึง 8 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ที่มีกำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยกำไรกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นราว 135% YoY ขณะที่กลุ่ม Communication Services และ Consumer Discretionary เติบโตเกือบ 110% จึงช่วยลดข้อกังวลว่าตลาดกระทิงครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยหุ้น Mega Cap เพียงไม่กี่ตัว
กราฟ US500 (D1)
สำหรับสัญญา S&P 500 (US500) แนวรับสำคัญจาก Price Action อยู่บริเวณ 7,620 จุด และได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากเส้น EMA50 ในกรอบเวลา D1 (เส้นสีส้ม)
ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 7,800 และ 8,000 จุด
Source: xStation5
The growth rate of the 12-month forward EPS forecast for S&P 500 companies has risen to around 35% y/y (even though there was no recession last year!), confirming clear fundamental support.

แหล่งที่มา: XTB Research
S&P 500 มีมูลค่าสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นแพงเกินไป
แม้ดัชนีจะเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ Valuation อยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่เทียบเท่ากับช่วงที่ตลาดมีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดย Forward P/E ระยะ 12 เดือนอยู่ที่ประมาณ 21.8 เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 1980 แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงฟองสบู่ Dot-com และการฟื้นตัวหลังโควิด
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความสัมพันธ์ระหว่างระดับดัชนีกับคาดการณ์กำไร เพราะแม้ S&P 500 จะปรับตัวขึ้น แต่ Forward P/E ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นั่นหมายความว่า การปรับขึ้นของดัชนีส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากคาดการณ์ EPS ที่ดีขึ้น ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนยอมจ่าย Valuation ที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะแม้ตลาดจะยังมี Valuation สูงเมื่อมองในแง่ Absolute แต่หากคาดการณ์กำไรเติบโตเร็วกว่าราคาหุ้น Valuation ในเชิงเปรียบเทียบก็ไม่ได้แย่ลง
ภาพรวมในปัจจุบันจึงมีลักษณะเป็นตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น มากกว่าจะเป็นการปรับขึ้นจากการขยายตัวของ Multiple เพียงอย่างเดียว

แหล่งที่มา: XTB Research
การปรับประมาณการกำไรสวนทางกับรูปแบบในอดีต
ภาพนี้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากการปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ โดยในอดีต คาดการณ์กำไรของบริษัทใน S&P 500 มักเริ่มต้นปีในระดับค่อนข้างสูง ก่อนจะค่อย ๆ ถูกปรับลดลง โดยนับตั้งแต่ปี 2000 การประมาณการถูกปรับลดลงเฉลี่ยราว 9%
แต่ในปี 2026 กลับเกิดภาพตรงกันข้าม โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรกำลังเข้าใกล้ 30% ขณะที่ประมาณการกำไรถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 15% นับตั้งแต่ต้นปี การปรับประมาณการขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นนี้ถือเป็นภาพที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในประวัติศาสตร์ และไม่ใช่รูปแบบปกติของวัฏจักรตลาด
สำหรับปี 2027 แนวโน้มยังคงแข็งแกร่ง แม้การเติบโตของรายได้มีแนวโน้มชะลอลงจากระดับปัจจุบัน โดยนักวิเคราะห์คาดว่ารายได้ของบริษัทในดัชนีจะเพิ่มขึ้นราว 11.3% YoY ใน Q2 และ 10.9% ใน Q4 2026 ก่อนชะลอลงเหลือประมาณ 8.4% ในปี 2027
ทั้งหมดนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า ตลาดได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงเกินไปแล้วหรือไม่ จนการปรับเพิ่มประมาณการต่อจากนี้ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?


แหล่งที่มา: LSEG, BlackRock, Truist, FactSet
AI CAPEX ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หนุนวัฏจักรการลงทุน
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าคาดการณ์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย CAPEX รวมที่คาดการณ์ของ Alphabet, Amazon, Meta และ Oracle เพิ่มขึ้นจากประมาณ 560 พันล้านดอลลาร์ เป็น 612.5 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 52.5 พันล้านดอลลาร์ (+9.4%)
Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการจาก 185 พันล้านดอลลาร์ เป็น 200 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Amazon เพิ่มจาก 200 พันล้านดอลลาร์ เป็น 220 พันล้านดอลลาร์, Meta จาก 135 พันล้านดอลลาร์ เป็น 137.5 พันล้านดอลลาร์ และ Oracle จาก 40 พันล้านดอลลาร์ เป็น 55 พันล้านดอลลาร์ โดย Oracle มีการปรับเพิ่มประมาณการสูงถึง 37.5%
เมื่อมองในระดับรายไตรมาส นั่นหมายถึงการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอีกราว 50 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่ Data Center และ Cloud Computing ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์
ขณะเดียวกัน Big Tech ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในธุรกิจ Cloud และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่า บริษัทขนาดใหญ่ยังไม่เห็นเหตุผลที่จะชะลอการลงทุนในวัฏจักร AI ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ก็อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษ โดยคาดการณ์การเติบโตของ EPS ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าสำหรับกลุ่ม Semiconductor ใน S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 143% YoY
ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งศักยภาพการเติบโตที่มหาศาล และระดับความคาดหวังที่สูงมาก ซึ่งบริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องทำให้ได้ตามเป้า

แหล่งที่มา: XTB Research
ตลาดกำลังให้มูลค่ากับกำไรในอนาคต ไม่ใช่กำไรในอดีต
ความแตกต่างระหว่าง Trailing P/E และ Forward P/E ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ โดย P/E ที่คำนวณจากกำไรในอดีตยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ Forward P/E ค่อนข้างทรงตัวมากกว่า
สิ่งนี้สะท้อนว่า ตลาดกำลังคาดหวังว่ากำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่ประมาณการ EPS ยังถูกปรับเพิ่มขึ้น Valuation ในปัจจุบันก็ยังถือว่าสอดคล้องกัน
ความเสี่ยงจะเริ่มชัดเจนขึ้น หากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ราคาหุ้นยังคงอยู่ในระดับสูง
นี่จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของตลาดในปัจจุบัน เพราะ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ระดับ P/E ที่สูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การที่ Valuation ดังกล่าวพึ่งพาสมมติฐานการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งมากเพียงใด

แหล่งที่มา: XTB Research
Wall Street มี Valuation สูง แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
การสรุปสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันเพียงว่า S&P 500 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จึงต้องมี Valuation ที่สูงเกินไป อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ๆ การเติบโตของกำไรกระจายตัวมากขึ้น การปรับประมาณการกำไรเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน และ CAPEX ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดในปัจจุบันก็ไม่ได้มี Margin of Safety ที่สูงนัก เพราะนักลงทุนได้สะท้อนความคาดหวังถึงการเติบโตของ EPS ต่อเนื่อง การลงทุนในระดับสูง และการสร้างรายได้จาก AI ไว้ในราคาหุ้นแล้ว
หากปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นไปตามคาด ดัชนีอาจปรับตัวขึ้นต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดการขยายตัวของ Valuation Multiples อย่างมีนัยสำคัญ
แต่หากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรเริ่มชะลอตัวลง Forward P/E ที่ระดับ 21–22 เท่าอาจกลายเป็นระดับที่ตลาดยอมรับได้ยากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น Wall Street ยังคงมี Valuation สูง แต่ระดับราคาปัจจุบันได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรมากกว่าความคาดหวังของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว
คำถามสำคัญสำหรับไตรมาสข้างหน้าจึงไม่ใช่แค่ “กำไรจะดีหรือไม่?” แต่คือ “กำไรจะดีพอที่จะยกระดับความคาดหวังที่อยู่ในระดับสูงมากอยู่แล้วได้หรือไม่?”
Economic Calendar: ทุกสายตาจับจ้องรายงานประชุม Fed 📖
Morning Wrap: ดอลลาร์อ่อนค่าก่อนรายงานประชุม Fed เช้านี้ต้องจับตาอะไรบ้าง? ❓
ข่าวเด่นวันนี้ 19 ส.ค.
Apple สวนทาง Nasdaq ร่วงหนัก! 🛡️ หรือจะเป็นหุ้นหลบภัยจากกระแส AI?