ราคาน้ำมันยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อพัฒนาการในตะวันออกกลาง โดย Brent และ WTI ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะมีการย่อตัวลงเล็กน้อยในวันนี้ก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวยังคงทำให้ปริมาณอุปทานโลกบางส่วนถูกจำกัดอยู่
ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลงหลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง รวมถึงการประชุมระหว่าง Trump–Xi ที่กำลังจะเกิดขึ้นในจีน
รายงานล่าสุดของ EIA ชี้ว่าเกิด “ภาวะช็อกด้านอุปทาน” ที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยหน่วยงานประเมินว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดในเชิงปฏิบัติไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจหายไปสูงสุดราว 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนนี้
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สต็อกน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงถึง 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ ซึ่งเป็นการหดตัวที่มากกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ EIA คาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ก่อนจะค่อย ๆ ปรับลงสู่ระดับ 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อการผลิตในภูมิภาคเริ่มฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม EIA ยังเตือนว่า หากการหยุดชะงักยืดเยื้อออกไปอีก 1 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นเพิ่มได้อีกประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระยะสั้น
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาที่อยู่ในระดับสูงเริ่มกดดันแนวโน้มอุปสงค์อย่างชัดเจน โดย EIA ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการน้ำมันโลกเหลือเพียง 200,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ จากเดิม 600,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนผลกระทบจาก “demand destruction” ที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในวงกว้าง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของผู้บริโภค ธนาคารกลาง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

BREAKING: วุฒิสภาไฟเขียว Warsh ตลาดยังระมัดระวัง ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้น
BREAKING: CPI สหรัฐฯ ส่งสัญญาณแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่! ดอลลาร์แข็งค่าหลังการประกาศตัวเลข!
📉 EURUSD ลดลง 0.3% ก่อนตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนจะประกาศ
ข่าวเด่นวันนี้ 13 พ.ค.