สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันดิบที่กลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสัญญาเดือนกันยายนที่ใกล้หมดอายุ และแรงขายต่อเนื่องในตลาดหุ้น
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดอีกครั้ง ไม่เพียงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังรวมถึงมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมหลายประเทศ
แม้ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของ Wall Street จะออกมาแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถพลิกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม รายงานผลประกอบการรอบใหม่จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Apple อาจเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้
นอกจากนี้ สัปดาห์นี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญจากธนาคารกลาง 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งอาจสร้างความผันผวนอย่างมาก
จากการรวมตัวของปัจจัยสำคัญเหล่านี้ มี 3 ตลาดที่ควรจับตามองเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ได้แก่:
- USD/JPY
- ทองคำ (Gold)
- US100 (Nasdaq 100 Futures)
USD/JPY: จุดตัดสินใจระหว่าง Fed และ BoJ
เงินเยนญี่ปุ่นยังคงเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา โดยสัปดาห์ล่าสุดได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งจากต้นทุนพลังงานทั่วโลกที่สูงขึ้น
สัปดาห์นี้ตลาดจะจับตาการประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั้งสองแห่ง
ในวันพุธ FOMC จะประกาศนโยบายการเงิน พร้อมกับการแถลงข่าวครั้งที่สองของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh
จากนั้นในวันศุกร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะแสดงมุมมองต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ย โดยก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าจะมีการประกาศตัวเลข ดัชนีราคาผู้บริโภคกรุงโตเกียว (Tokyo CPI)
ตลาดคาดการณ์ว่า ทั้ง Fed และ BoJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน โดยอัตราดอกเบี้ยของ BoJ อยู่ที่ 1.0%
สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดคือ สัญญาณเกี่ยวกับทิศทางการคุมเข้มนโยบายการเงินในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี พร้อมกับต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
ประสบการณ์จากการแทรกแซงค่าเงินในอดีตของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า การส่งสัญญาณด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีมาตรการที่ชัดเจนจาก BoJ มักช่วยหนุนค่าเงินเยนได้เพียงชั่วคราว
ในขณะเดียวกัน ท่าทีจาก Fed ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของ USD/JPY
หาก Fed ยังคงมีท่าทีเข้มงวด ขณะที่ BoJ หลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงจากความกังวลด้านการเติบโต ค่าเงิน USD/JPY อาจกลับมาเป็นขาขึ้นและทดสอบระดับ 165
ในทางกลับกัน หาก BoJ ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าคาด ประกอบกับตัวเลข Tokyo CPI ออกมาสูงและมีการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ อาจทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้เกิดการปิดสถานะ Short เยนจำนวนมาก
Gold: ทองคำรอทดสอบจาก Fed และเงินเฟ้อสหรัฐฯ
หากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน สัปดาห์นี้ตลาดทองคำจะเผชิญบททดสอบโดยตรงจาก นโยบายการเงินของสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
ปัจจัยหลักที่อาจสร้างความผันผวนคือการประชุม FOMC ในวันพุธ ตามด้วยตัวเลข GDP สหรัฐฯ และ ดัชนีเงินเฟ้อ PCE เดือนมิถุนายน ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด
ราคาทองคำยังคงมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rates) และทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของทองคำในช่วงที่ตลาดคาดการณ์การลดดอกเบี้ย สะท้อนความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง เงินทุนมักไหลเข้าสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยอย่างทองคำ
หากตัวเลข PCE ในวันพฤหัสบดีสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ และ Fed ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยจำเป็นต้องอยู่ในระดับสูงต่อไป ทองคำอาจยังเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันกลับขึ้นไปใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง หาก PCE ต่ำกว่าคาดและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ทองคำอาจได้รับแรงหนุนอย่างมากและมีโอกาสทะลุออกจากแนวโน้มขาลงล่าสุด
US100 (Nasdaq 100 Futures): Big Tech และ Fed เป็นตัวชี้ทิศทาง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดได้รับแรงขายอีกระลอกจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้น AI
สัปดาห์นี้จะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บน Wall Street พร้อมกับการประชุม Fed
วันพุธ:
- Microsoft
- Meta Platforms
จะรายงานผลประกอบการ
วันพฤหัสบดี:
- Apple
- Amazon
จะประกาศงบ
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับ:
- การตัดสินใจดอกเบี้ยของ FOMC ในวันพุธ
- ตัวเลข GDP และ PCE ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี
นักลงทุนจะไม่ได้จับตาเพียงรายได้รวม แต่จะให้ความสำคัญกับ ผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI Infrastructure โดยเฉพาะความสามารถในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้และกำไร
เนื่องจากมูลค่าหุ้น Big Tech อยู่ในระดับสูงมาก ทำให้ตลาดมีพื้นที่สำหรับความผิดหวังเพียงเล็กน้อย
ประวัติศาสตร์ของการปรับฐานในหุ้นเทคโนโลยีแสดงให้เห็นว่า แม้ผลประกอบการปัจจุบันจะดี แต่เพียงแค่แนวโน้มอัตรากำไรในอนาคตต่ำกว่าคาด ก็สามารถกระตุ้นแรงขายทั่วทั้งดัชนีได้
หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง พร้อมกับ Fed ส่งสัญญาณที่ไม่เข้มงวดเกินไป US100 อาจได้รับแรงหนุนให้ฟื้นตัวจากการปรับฐานล่าสุด
แต่หากผลประกอบการผิดหวัง ประกอบกับ Kevin Warsh ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น การปรับฐานของ Nasdaq 100 อาจรุนแรงขึ้นได้อีกครั้ง
เมื่อไรราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะส่งผลมาถึงเรา?
ข่าวเด่นวันนี้ 27 ก.ค.
BREAKING: เศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัว? PMI สดใส แต่ราคาน้ำมันและก๊าซสูงยังเป็นแรงกดดัน
🔼 DE40 รับแรงหนุนจากผลประกอบการของ SAP